Edufriend

ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ทำอย่างไรดี? เข้าใจสาเหตุและวิธีรับมือแบบเข้าใจลูกในวัยปฐมวัย

แชร์ :
คัดลอกลิงก์แล้ว!
ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ทำอย่างไรดี? เข้าใจสาเหตุและวิธีรับมือแบบเข้าใจลูกในวัยปฐมวัย

เช้าวันไปโรงเรียนอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดของบ้าน เมื่อเจ้าตัวเล็กเริ่มร้องไห้ งอแง กอดพ่อแม่แน่น และพูดว่า “หนูไม่อยากไปโรงเรียน” หรือบางคนอาจถึงขั้นแกล้งปวดท้อง ปวดหัว หรือไม่ยอมแต่งตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการไปโรงเรียน จนทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกทั้งเป็นห่วงและกังวลว่า ลูกกำลังเจอกับอะไรอยู่กันแน่?

สำหรับเด็กวัยปฐมวัย การไม่ยอมไปโรงเรียนอาจไม่ได้เกิดจากการ “ดื้อ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่เด็กยังไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างชัดเจน บางคนอาจกำลังกลัวการต้องแยกจากพ่อแม่ บางคนยังปรับตัวกับสถานที่และคนใหม่ ๆ ไม่ได้ หรือบางคนอาจมีเรื่องบางอย่างที่โรงเรียนทำให้รู้สึกไม่สบายใจ

ดังนั้น ก่อนจะรีบตำหนิหรือบังคับให้ลูกไปโรงเรียน สิ่งสำคัญคือการค่อย ๆ ทำความเข้าใจว่า “ทำไมลูกถึงไม่อยากไปโรงเรียน?” เพราะเมื่อเรารู้สาเหตุที่แท้จริง ก็จะสามารถช่วยลูกจัดการกับความรู้สึกและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน เพราะอะไร? ทำความเข้าใจสาเหตุที่อาจซ่อนอยู่

พฤติกรรมไม่อยากไปโรงเรียนของเด็กแต่ละคนอาจมีสาเหตุแตกต่างกัน และบางครั้งอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ผู้ปกครองจึงควรสังเกตพฤติกรรมของลูกในแต่ละช่วงเวลา และลองพูดคุยกับลูกอย่างใจเย็น

1. ลูกยังไม่พร้อมแยกจากพ่อแม่

สาเหตุที่พบได้บ่อยในเด็กวัยปฐมวัย คือ ความกังวลเมื่อต้องแยกจากคนที่คุ้นเคย โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งเริ่มเข้าโรงเรียนหรือเพิ่งเปลี่ยนสถานที่เรียน

สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่คือพื้นที่ปลอดภัยที่สำคัญที่สุด เมื่อถึงเวลาต้องแยกจากกัน เด็กอาจรู้สึกกลัว ไม่มั่นใจ หรือกังวลว่า “แม่จะกลับมารับไหม?” หรือ “ถ้าไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยแล้วจะทำอย่างไร?” ความรู้สึกเหล่านี้อาจแสดงออกมาในรูปแบบของการร้องไห้ กอดพ่อแม่แน่น ไม่ยอมลงจากรถ หรือพยายามยื้อเวลาไม่ให้ถึงช่วงเข้าโรงเรียน

สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ควรเข้าใจว่าเด็กไม่ได้กำลัง “เรียกร้องความสนใจ” เสมอไป แต่เด็กอาจกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัยและต้องการความมั่นใจจากคนที่เขาไว้วางใจ

2. ลูกยังปรับตัวกับโรงเรียนไม่ได้

โรงเรียนเป็นโลกใบใหม่สำหรับเด็กบางคน ทั้งห้องเรียน คุณครู เพื่อน ตารางกิจกรรม เสียงดัง และกฎระเบียบต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันที่บ้าน

เด็กบางคนอาจใช้เวลาปรับตัวเพียงไม่กี่วัน แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะเด็กที่ไม่คุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกับคนอื่นเป็นเวลานาน อาจรู้สึกเหนื่อยจากการต้องทำตามตารางหรือทำกิจกรรมหลายอย่างในหนึ่งวัน จนเกิดความรู้สึกว่า “ไม่อยากไปโรงเรียน” ในกรณีนี้ พ่อแม่ควรให้เวลาเด็กได้เรียนรู้และค่อย ๆ ปรับตัว โดยไม่เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เพราะเด็กแต่ละคนมีจังหวะการปรับตัวไม่เหมือนกัน

3. ลูกมีเรื่องไม่สบายใจที่โรงเรียน

หากก่อนหน้านี้ลูกเคยไปโรงเรียนได้ตามปกติ แต่จู่ ๆ กลับไม่อยากไป อาจเป็นสัญญาณที่ควรสังเกตเพิ่มเติม เด็กอาจมีปัญหากับเพื่อน ถูกเพื่อนแกล้ง ถูกดุ หรือมีประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกกลัวหรือไม่สบายใจ

อย่างไรก็ตาม เด็กวัยปฐมวัยอาจยังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่ละเอียด พ่อแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการถามแบบกดดัน เช่น

“มีใครแกล้งหนูหรือเปล่า?”
“คุณครูดุหนูใช่ไหม?”
“ทำไมไม่บอกแม่ตั้งแต่แรก?”

ลองเปลี่ยนเป็นคำถามปลายเปิดและพูดคุยในช่วงเวลาที่ลูกผ่อนคลาย เช่น

“วันนี้ที่โรงเรียนมีอะไรสนุกที่สุด?”
“มีช่วงไหนที่หนูรู้สึกไม่ชอบบ้างไหม?”
“ถ้ามีเรื่องที่ทำให้หนูไม่สบายใจ หนูเล่าให้แม่ฟังได้นะ”

บางครั้งการพูดคุยระหว่างเล่นของเล่น วาดรูป หรือก่อนนอน อาจทำให้เด็กเปิดใจได้มากกว่าการนั่งถามตรง ๆ

4. ลูกเหนื่อย นอนน้อย หรือกิจวัตรในชีวิตไม่สมดุล

บางครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากโรงเรียนโดยตรง แต่อาจเกิดจากกิจวัตรประจำวันที่ทำให้เด็กเหนื่อยเกินไป

หากลูกนอนดึก ตื่นเช้าเกินไป รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือมีกิจกรรมหลังเลิกเรียนมากเกินไป เด็กอาจรู้สึกเหนื่อยและไม่อยากไปโรงเรียนในวันถัดไป พ่อแม่จึงควรลองสังเกตว่า ลูกมีเวลาพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ และพยายามจัดกิจวัตรให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนเปิดเทอมหรือในช่วงเริ่มต้นเข้าโรงเรียน

การเตรียมตัวตั้งแต่ช่วงเย็น เช่น อาบน้ำ เตรียมกระเป๋า เตรียมชุดนักเรียน และเข้านอนในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน จะช่วยให้เช้าวันถัดไปไม่เร่งรีบจนเกินไป

5. ลูกยังสื่อสารความรู้สึกของตัวเองไม่ได้

เด็กเล็กอาจรู้สึกกลัว เหงา กังวล หรือคิดถึงพ่อแม่ แต่ยังไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร

ดังนั้น คำว่า “ไม่อยากไปโรงเรียน” อาจหมายถึงหลายอย่าง เช่น

  • หนูคิดถึงแม่

  • หนูกลัวว่าจะไม่มีใครมารับ

  • หนูไม่รู้ว่าจะเล่นกับใคร

  • หนูไม่กล้าคุยกับเพื่อน

  • หนูไม่เข้าใจกิจกรรมที่คุณครูให้ทำ

  • หนูเหนื่อย

  • หนูไม่รู้ว่าต้องทำอะไร

พ่อแม่จึงควรช่วยลูก “ตั้งชื่อให้ความรู้สึก” เช่น

“หนูกำลังคิดถึงแม่ใช่ไหม?”
“หนูรู้สึกกลัวเวลาต้องอยู่ที่โรงเรียนหรือเปล่า?”
“หนูรู้สึกไม่สบายใจเวลาต้องเจอเพื่อนใหม่ใช่ไหม?”

การช่วยให้เด็กเข้าใจและเรียกชื่ออารมณ์ของตัวเองได้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกในอนาคต

7 วิธีรับมือเมื่อลูกไม่ยอมไปโรงเรียน แบบเข้าใจลูกมากกว่าการบังคับ

เมื่อรู้ว่าลูกไม่อยากไปโรงเรียน สิ่งที่พ่อแม่ทำในช่วงเวลานั้นมีความสำคัญมาก เพราะอาจส่งผลต่อทัศนคติของเด็กที่มีต่อโรงเรียนในระยะยาว

1. รับฟังความรู้สึกของลูกก่อน

เมื่อลูกพูดว่า “ไม่อยากไปโรงเรียน” อย่าเพิ่งรีบตอบว่า

“ต้องไปสิ”
“คนอื่นยังไปได้เลย”
“อย่าดื้อ”
“ร้องไห้ทำไม โตแล้วนะ”

ลองเริ่มต้นด้วยการยอมรับความรู้สึกของลูก เช่น

“แม่รู้ว่าหนูยังไม่อยากไป เพราะหนูอาจจะคิดถึงแม่ใช่ไหม”

การยอมรับความรู้สึกไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะต้องยอมให้ลูกหยุดเรียนทุกครั้ง แต่เป็นการบอกให้เด็กรู้ว่า “ความรู้สึกของหนูมีความหมาย และแม่พร้อมรับฟัง” เมื่อเด็กรู้สึกว่าได้รับความเข้าใจ เขามักจะเปิดใจและพร้อมพูดคุยมากขึ้น

2. พยายามค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

อย่าเพิ่งสรุปว่าลูกไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะดื้อหรือขี้เกียจ ลองสังเกตว่าอาการเกิดขึ้นช่วงไหน

  • เกิดขึ้นทุกเช้าหรือเฉพาะบางวัน?

  • เกิดเฉพาะวันที่มีกิจกรรมบางอย่างหรือไม่?

  • ลูกมีท่าทีเปลี่ยนไปหลังกลับจากโรงเรียนหรือไม่?

  • ลูกมีอาการกลัวหรือกังวลเมื่อพูดถึงโรงเรียนหรือไม่?

  • ลูกเคยไปโรงเรียนได้ตามปกติแล้วจู่ ๆ เปลี่ยนไปหรือไม่?

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้พ่อแม่เห็นภาพมากขึ้นว่า ปัญหาอาจมาจากการปรับตัว ความกังวล หรือมีเหตุการณ์บางอย่างที่โรงเรียน หากจำเป็น อาจพูดคุยกับคุณครูเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เพราะพฤติกรรมของเด็กที่บ้านและที่โรงเรียนอาจแตกต่างกัน

3. สร้างกิจวัตรประจำวันที่คาดเดาได้

เด็กเล็กจะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเมื่อรู้ว่าในแต่ละวันจะเกิดอะไรขึ้น

พ่อแม่อาจสร้างกิจวัตรง่าย ๆ เช่น

ตื่นนอน → อาบน้ำ → แต่งตัว → รับประทานอาหารเช้า → ไปโรงเรียน → คุณครูดูแล → พ่อแม่มารับกลับบ้าน

อาจใช้ภาพหรือสัญลักษณ์ช่วยให้เด็กเข้าใจลำดับกิจกรรม โดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่เข้าใจเรื่องเวลาอย่างชัดเจน การทำให้แต่ละวันมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน จะช่วยลดความกังวลจากสิ่งที่เด็กไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้น

4. บอกลูกให้ชัดเจนว่าจะกลับมารับเมื่อไร

เด็กวัยปฐมวัยอาจยังไม่เข้าใจคำว่า “ตอนเย็น” หรือ “อีก 8 ชั่วโมง” ดังนั้น การบอกว่า “เดี๋ยวแม่กลับมารับ” อาจยังไม่เพียงพอ

ลองใช้สิ่งที่เด็กคุ้นเคยแทน เช่น

“หนูเล่นกับเพื่อน กินข้าวกลางวัน แล้วนอนพัก พอตื่นมาแม่จะมารับนะ”

การบอกล่วงหน้าอย่างชัดเจนจะช่วยให้เด็กเห็นภาพว่า การแยกจากพ่อแม่มีจุดสิ้นสุด และพ่อแม่จะกลับมาอย่างที่บอก

ที่สำคัญคือ หากบอกว่าจะมารับ ก็ควรพยายามรักษาคำพูดให้ได้ เพราะความสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับเด็ก

5. บอกลาอย่างสั้น กระชับ และมั่นคง

ช่วงเวลาที่ต้องแยกจากกันอาจเป็นช่วงที่ยากที่สุดสำหรับทั้งเด็กและพ่อแม่ บางครั้งเมื่อเห็นลูกร้องไห้ พ่อแม่อาจรู้สึกสงสารและยืนนานขึ้น หรือแอบกลับไปกอดหลายครั้ง แต่การบอกลาที่ยืดเยื้ออาจทำให้เด็กยิ่งกังวล

ลองสร้าง “พิธีบอกลา” ที่เป็นกิจวัตร เช่น

“กอดหนึ่งครั้ง หอมแก้มหนึ่งที แล้วโบกมือให้แม่”

จากนั้นบอกลูกด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า

“แม่รักหนูนะ หนูปลอดภัย คุณครูจะดูแลหนู แล้วตอนเย็นแม่จะกลับมารับ”

เมื่อทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าการบอกลาไม่ได้หมายถึงการจากกันตลอดไป

6. ชวนลูกมองหาเรื่องดี ๆ ที่โรงเรียน

ไม่จำเป็นต้องถามลูกทุกวันว่า

“วันนี้ร้องไห้ไหม?”

เพราะคำถามนี้อาจทำให้เด็กโฟกัสกับความกลัวหรือความกังวลมากขึ้น

ลองเปลี่ยนเป็นคำถามที่ช่วยให้ลูกนึกถึงประสบการณ์ดี ๆ เช่น

“วันนี้หนูชอบเล่นอะไรที่สุด?”
“วันนี้มีอะไรทำให้หนูยิ้มบ้าง?”
“วันนี้หนูเล่นกับใคร?”
“ถ้าพรุ่งนี้ไปโรงเรียน หนูอยากทำกิจกรรมอะไร?”

แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ เช่น ได้เล่นของเล่นที่ชอบ ได้วาดรูป หรือได้กินอาหารที่ชอบ แต่สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้เด็กเริ่มสร้างความทรงจำเชิงบวกกับโรงเรียนได้

7. ประสานงานกับคุณครูและโรงเรียน

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรับมือกับปัญหานี้เพียงลำพัง หากลูกยังไม่สามารถปรับตัวได้ ลองพูดคุยกับคุณครูเพื่อช่วยกันหาวิธีที่เหมาะสม เช่น ให้คุณครูช่วยต้อนรับเด็กตั้งแต่หน้าประตู ชวนลูกเข้าร่วมกิจกรรมที่ชอบ หรือให้ลูกมีเพื่อนที่คุ้นเคยคอยช่วยเล่นด้วย

ในบางกรณี คุณครูอาจสังเกตเห็นพฤติกรรมของเด็กในมุมที่พ่อแม่ไม่เห็น เช่น ลูกสามารถเล่นกับเพื่อนได้ตามปกติหลังจากพ่อแม่กลับไปแล้ว หรือมีช่วงเวลาใดที่ลูกมีความกังวลเป็นพิเศษ

การทำงานร่วมกันระหว่าง บ้านและโรงเรียน จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

แม้พ่อแม่จะเข้าใจว่าลูกกำลังรู้สึกไม่ดี แต่บางวิธีอาจทำให้ความกังวลของเด็กเพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

❌ อย่าขู่ลูก

เช่น

“ถ้าไม่ไปโรงเรียน แม่จะไม่รักแล้วนะ”

คำพูดลักษณะนี้อาจทำให้เด็กรู้สึกว่า ความรักของพ่อแม่ขึ้นอยู่กับการทำตามคำสั่ง และอาจเพิ่มความกลัวให้กับเด็ก

❌ อย่าเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น

เช่น

“ดูเพื่อนสิ เพื่อนไม่เห็นร้องไห้เลย”

เด็กแต่ละคนมีความสามารถในการปรับตัวแตกต่างกัน การเปรียบเทียบอาจทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งหรือไม่ดีพอ

❌ อย่าหลอกลูกเพื่อให้ยอมไปโรงเรียน

เช่น บอกว่า “แม่จะอยู่หน้าโรงเรียน” ทั้งที่จริง ๆ แล้วกลับไปแล้ว เพราะอาจทำให้เด็กสูญเสียความไว้วางใจ

❌ อย่าลากหรือบังคับโดยไม่พยายามทำความเข้าใจ

ในบางสถานการณ์อาจจำเป็นต้องพาลูกไปโรงเรียน แต่ควรพยายามทำความเข้าใจสาเหตุควบคู่กันไป ไม่ใช่ใช้การบังคับเป็นวิธีแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว

ถ้าลูกร้องไห้ทุกเช้า แต่พอพ่อแม่กลับแล้วหยุดร้อง แบบนี้ผิดปกติไหม?

พฤติกรรมลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กวัยปฐมวัย โดยเฉพาะช่วงเริ่มเข้าโรงเรียนหรือช่วงเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เด็กบางคนร้องไห้หนักตอนพ่อแม่กำลังจะออกไป แต่หลังจากพ่อแม่เดินออกจากห้องแล้ว สามารถสงบลงและเข้าร่วมกิจกรรมกับคุณครูและเพื่อนได้ตามปกติ หากเป็นเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง อาจสะท้อนว่า “ช่วงเวลาที่แยกจากพ่อแม่” เป็นส่วนที่ยากที่สุดสำหรับเด็ก มากกว่าการไม่ชอบโรงเรียนโดยรวม

พ่อแม่อาจช่วยลูกด้วยการสร้างกิจวัตรการบอกลาที่ชัดเจน และพูดคุยกับคุณครูเพื่อช่วยรับช่วงต่อในเวลาที่เด็กต้องแยกจากพ่อแม่

อย่างไรก็ตาม หากลูกมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือความกังวลส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพื่อประเมินสาเหตุอย่างรอบด้าน

เมื่อไหร่ที่พ่อแม่ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?

หากลูกไม่ยอมไปโรงเรียนเป็นระยะเวลานาน หรือมีพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง เช่น

  • มีความกลัวหรือวิตกกังวลอย่างรุนแรง

  • ร้องไห้หรือมีอารมณ์รุนแรงต่อเนื่องจนกระทบชีวิตประจำวัน

  • มีอาการทางกายซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเข้าโรงเรียน

  • พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากเดิม

  • ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือนอนหลับผิดปกติ

  • ไม่สามารถแยกจากพ่อแม่ได้เลยแม้ผ่านไประยะหนึ่ง

  • สงสัยว่าลูกอาจมีปัญหากับเพื่อนหรือบุคคลในโรงเรียน

  • ลูกมีความกลัวโรงเรียนอย่างมากและไม่ดีขึ้น

พ่อแม่ควรพูดคุยกับคุณครูและโรงเรียนก่อน เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์ และหากจำเป็นอาจขอคำแนะนำจากกุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและสุขภาพจิตเด็ก

การขอความช่วยเหลือไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกไม่ดี แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยให้ลูกได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับความต้องการของเขา

ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ได้แปลว่าลูกเป็นเด็กดื้อ

สำหรับเด็กวัยปฐมวัย โรงเรียนอาจเป็นโลกใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ และการต้องก้าวออกจากอ้อมกอดของพ่อแม่ในแต่ละเช้าอาจเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเด็กบางคน สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่การทำให้ลูก “หยุดร้องไห้ให้เร็วที่สุด” แต่คือการช่วยให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ว่า แม้จะรู้สึกกลัวหรือคิดถึงพ่อแม่ แต่เขาสามารถผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ และยังมีผู้ใหญ่ที่พร้อมดูแลและอยู่เคียงข้างเขา

เพราะการเติบโตของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เขาไม่ร้องไห้ แต่เกิดขึ้นในวันที่เขาค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “หนูสามารถทำสิ่งที่ยากได้ และเมื่อหนูต้องการความช่วยเหลือ ก็ยังมีคนที่พร้อมอยู่ข้างหนูเสมอ”

🔎 Edufriend ชวนพ่อแม่เข้าใจลูก

การที่ลูกไม่ยอมไปโรงเรียนอาจทำให้พ่อแม่รู้สึกกังวล เหนื่อย หรือไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไร แต่ก่อนจะมองว่าลูกกำลัง “ดื้อ” ลองหยุดและถามตัวเองว่า “มีอะไรที่ลูกกำลังพยายามบอกเราอยู่หรือเปล่า?” เพราะเบื้องหลังคำว่า “ไม่อยากไปโรงเรียน” อาจซ่อนทั้งความกลัว ความคิดถึง ความไม่มั่นใจ หรือความรู้สึกบางอย่างที่เด็กยังไม่สามารถอธิบายออกมาได้

สำหรับเด็กวัยปฐมวัย การปรับตัวอาจต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญคือการรับฟังโดยไม่ตัดสิน ช่วยลูกทำความเข้าใจความรู้สึก สร้างกิจวัตรที่สม่ำเสมอ และร่วมมือกับคุณครูเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับเด็ก เพราะเมื่อเด็กรู้ว่า บ้านคือพื้นที่ปลอดภัย และโรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เขาสามารถไว้วางใจได้ การก้าวไปโรงเรียนในแต่ละวันก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

Tag:
ปฐมวัย