Edufriend

Nomophobia (โนโมโฟเบีย) คืออะไร? ภาวะที่หลายคนอาจเคยเป็น แต่ไม่เคยรู้ว่ามีชื่อเรียก

แชร์ :
คัดลอกลิงก์แล้ว!
Nomophobia (โนโมโฟเบีย) คืออะไร? ภาวะที่หลายคนอาจเคยเป็น แต่ไม่เคยรู้ว่ามีชื่อเรียก

ทุกวันนี้ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในวัยเรียนที่ต้องใช้โทรศัพท์ทั้งสำหรับค้นคว้าข้อมูล ติดต่อสื่อสาร เรียนออนไลน์ รวมไปถึงการพักผ่อนและความบันเทิง

แต่เคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่า เพียงแค่แบตเตอรี่ใกล้หมด ลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน หรืออยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ค่อยดี ก็อาจทำให้รู้สึกหงุดหงิด ไม่สบายใจ หรือรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะโทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตลอด แต่ความรู้สึกเหล่านี้มีชื่อเรียกเช่นกัน นั่นคือ Nomophobia (โนโมโฟเบีย)

Nomophobia (โนโมโฟเบีย) คืออะไร?

Nomophobia (โนโมโฟเบีย) มาจากคำว่า No Mobile Phone Phobia ใช้อธิบายความรู้สึกวิตกกังวลหรือไม่สบายใจ เมื่อไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการลืมโทรศัพท์ แบตเตอรี่หมด หรือไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต

แม้ Nomophobia จะไม่ใช่โรคทางจิตเวชที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่พบได้มากขึ้นในยุคที่สมาร์ตโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน

คุณเคยมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่?

  • รู้สึกกังวลเมื่อแบตเตอรี่โทรศัพท์ใกล้หมด

  • หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อย ๆ แม้จะไม่มีข้อความหรือการแจ้งเตือนใหม่

  • กลับไปหยิบโทรศัพท์ทันทีที่รู้ว่าลืมไว้

  • วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวตลอดเวลา แม้ในขณะอ่านหนังสือ

  • รู้สึกหงุดหงิดเมื่ออินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้

  • เผลอเช็กโซเชียลมีเดียหรือข้อความซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าการมีพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนกำลังมีปัญหาทางสุขภาพจิต และไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ใช้โทรศัพท์บ่อยจะมีภาวะ Nomophobia

อย่างไรก็ตาม การสังเกตพฤติกรรมของตัวเองก็อาจช่วยให้เราเข้าใจรูปแบบการใช้โทรศัพท์ของตัวเองได้มากขึ้น

ภาวะนี้อาจส่งผลต่อการเรียนอย่างไร?

สำหรับนักศึกษาหลายคน โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียน แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจกลายเป็นสิ่งรบกวนโดยไม่รู้ตัว

สมาธิอาจถูกรบกวนได้ง่ายขึ้น

การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อยครั้ง อาจทำให้เสียจังหวะในการอ่านหนังสือหรือทำงาน และต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าจะกลับมามีสมาธิอีกครั้ง

การพักผ่อนอาจไม่เต็มที่

หลายคนมีพฤติกรรมเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน ซึ่งอาจทำให้นอนดึก หรือพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียในวันถัดไป

ประสิทธิภาพในการเรียนอาจลดลง

เมื่อสมาธิถูกแบ่งออกไปอยู่ตลอดเวลา การจดจ่อกับเนื้อหาหรือการทบทวนบทเรียนก็อาจทำได้ยากขึ้น

แล้วควรเลิกใช้โทรศัพท์หรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่จำเป็น”

เพราะโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในหลายด้าน สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การเลิกใช้โทรศัพท์ แต่เป็นการใช้งานอย่างเหมาะสมและรู้เท่าทันพฤติกรรมของตัวเอง

สิ่งเล็ก ๆ ที่สามารถเริ่มต้นได้ เช่น

  • วางโทรศัพท์ให้ห่างตัวระหว่างอ่านหนังสือ

  • ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

  • กำหนดช่วงเวลาที่ไม่ใช้โทรศัพท์ก่อนนอน

  • หาเวลาทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากการอยู่หน้าจอ

บทสรุป

การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน และการรู้สึกไม่สบายใจบ้างเมื่อไม่ได้อยู่ใกล้โทรศัพท์ ก็เป็นสิ่งที่หลายคนอาจเคยพบเจอ

แต่หากการใช้งานเริ่มส่งผลต่อสมาธิ การนอน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การหันกลับมาสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง และสร้างสมดุลในการใช้เทคโนโลยี อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้การเรียนและการใช้ชีวิตในแต่ละวันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Tag: